สงครามสนามฟุตบอล
0 9 เดือน

สงครามสนามฟุตบอล ระหว่างสองผู้นำสุดยอดกัปตันทีมฟุบอล ระหว่างทีมอาร์เซน่อล และทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สงครามสนามฟุตบอล ข่าวกีฬา นับเป็นเวลามากกว่า 29 ปี ที่วงการ ฟุตบอลอังกฤษ เปลี่ยนชื่อลีกสูงสุดมาเป็นชื่อของตนเอง ได้จาก ดิวิชั่น 1 เป็น พรีเมียร์ลีก ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1992

หากจะให้หยิบยกสโมสรคู่ปรับขึ้นมาสัก 1 คู่ ที่ขับเขี้ยวแย่งชิงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีก พร้อมกับสร้างความสนุกสนาน สร้างความเร้าใจ ในเกมส์การแข่งขัน ย่อมหนีไม่พ้นทีมอย่างไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล และทีมปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงยุคสมัยทศวรรษปี 2000 เมื่อทั้งสองทีมเจอกัน มันจะเป็นเกมส์การแข่งขันที่มีอุณภูมิความเดือด ความระห่ำ ความบ้าคลั่ง ที่แฟนบอลกล่าวถึงมากที่สุด กับการปะทะกันระหว่างสุดยอดตำนานกัปตันทีม ปาทริค วิเอร่า และ รอย คีน

สงครามสนามฟุตบอล

ทั้งคู่เจอกันเมื่อไหร่ มักจะกลายเป็นสงครามเกมส์เดือดคนเดือดในทันที ซึ่งตั้งบนพื้นฐานของการเป็นสุดยอดผู้นำ โดยใช้สังเวียนผืนหญ้าเป็นสถานที่เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง โดยในปี 1997 อาร์เซน่อลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการเฉือนชนะคะแนนแมนยู ฯ เพียง 1 แต้มเท่านั้น

ทำให้วิเอร่าและรอยคีนต้องมาห้ำหั่นกันมากขึ้น ดีกรีความมันส์ก็เพิ่มมากขึ้นตามเช่นกัน ในแมตช์ปี 2005 ในสังเวียน ไฮบิวรี่ รังเหย้าของอาร์เซน่อลในเวลานั้น เป็นเกมส์เดิมพันของศึกบิ๊กแมตช์ เป็นเกมส์การแข่งขันที่มากกว่าการคว้าชัยชนะ

เป็นช่วงที่ทั้งคู่ต่างแสดงให้เพื่อร่วมทีมได้เห็นถึงความเป็นสุดยอดกัปตันทีม ที่พร้อมจะปกป้องเพื่อนร่วมทีมระหว่างสองคน ความเดือดดาลในวันนั้นเริ่มตั้งแต่ในอุโมงค์สนาม วิเอร่าชี้หน้าข่มขู่แกรี่ เนวิลล์ว่า ถ้ามึงหวดปีแรสอีก กูจะไล่หวดมึง

ทันใดนั้นรอยคีนได้เดินปรี่เข้ามาหาวิเอร่าพร้อมกับชี้หน้าตะโกนบอกว่า “มึงกับกูออกไปเจอกันนอกสนาม” นี่คือความระห่ำของเกมส์การแข่งขันนี้ และยิ่งไปกว่านั้นก่อนเริ่มเกมส์การแข่งขัน ทั้งสองคนไม่จับมือกันด้วย

ซึ่งการผลการแข่งขันจบลงด้วยการที่แมนยู ฯ สามารถบุกมาคว้าชัยชนะเหนืออาร์เซน่อลด้วยสกอร์ 4 – 2 และในปีเดียวกันนั้น ทั้งคู่ต้องมาเจอกันอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศรายการ เอฟเอคัพ

ในการแข่งขันทั้งสองทีมจบลงด้วยผลเสมอ 0 – 0 และต้องตัดสินกันด้วยลูกจุดโทษ โดยแมนยู ฯ เป็นฝ่ายเรื่มยิงจุดโทษก่อน และเป็นพอล สโคลส์ผู้เล่นของแมนยู ฯ ยิงจุดโทษไม่เข้า ติดเซฟของเย็นส์ เลมัน ทำให้อาร์เซน่อลเอาชนะการดวลจุดโทษไปด้วยสกอร์ 5 – 4 คว้าแชมป์เอฟเอคัพไปครองได้สำเร็จ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *